แหล่งท่องเที่ยวที่ขอนแก่น - Khon Kaen Attractions
อุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียง
ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่าพัฒนา อำเภอเวียงเก่าเป็นสวนสาธารณะริมเส้นทางระหว่างทางไปอุทยานแห่งชาติ ภูเวียง มีพื้นที่ 25 ไร่ มีฉากหลังเป็นเทือกเขาภูเวียง ในบริเวณจัดทำเป็นสวนพักผ่อน สวนสุขภาพ มีโขด หิน น้ำตก บ่อน้ำ สวนหย่อม สนามนั่งเล่น มีหุ่นไดโนเสาร์จำลองอยู่ทั่วบริเวณนับร้อยตัว บางตัวสามารถ ร้องได้ เคลื่อนไหวได้คล้ายของจริง เป็นไดโนเสาร์ที่มีการค้นพบฟอสซิลในภาคอีสาน
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง โดยเดินทางจากขอนแก่นถึงอำเภอภูเวียง ระยะทาง 70 กิโลเมตร และเดินทางจากตัวอำเภอต่อไปอีก 7 กิโลเมตร จะเห็นอุทยานไดโนเสาร์ศรีเวียง อยู่ด้านซ้ายมือ

วัดพระพุทธบาทภูพานคำ
ตั้งอยู่บริเวณไหล่เขาภูพานคำ อำเภออุบลรัตน์ เป็นที่ประดิษฐานรอย พระพุทธบาทจำลองในมณฑป และพระพุทธรูปสีขาวขนาดใหญ่ หรือ หลวงพ่อใหญ่ สูง 14 เมตร อยู่บนยอดเขามีบันไดทางขึ้นจากลานวัด ไปยังยอดเขาจำนวน 1,049 ขั้น หรือจะขับรถยนต์ขึ้นไปถึงยอดเขาก็ ได้ สามารถมองเห็นทัศนียภาพ ทะเลสาบเขื่อนอุบล รัตน์ได้สวยงาม
การเดินทาง สามารถใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ ก่อน ถึงประตูทางเข้าบริเวณเขื่อนจะมีป้ายวัดอยู่ด้านซ้ายมือ หรือจะใช้ทาง เข้าวัดซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงพยาลอุบลรัตน์ก็ได้
วัดอุดมคงคาคีรีเขต
ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านโคก เป็นวัดป่าของหลวงปู่ผางซึ่งเคยเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ปัจจุบันท่านมรณภาพแล้ว แต่มีอนุสรณ์สถานที่บรรจุอัฐิของหลวงปู่ผางอยู่ในบริเวณวัด วัดนี้ตั้งอยู่บริเวณ เชิงเขามีต้นไม้ป่าขึ้นอยู่ร่มรื่น เป็นวัดที่เน้นการปฏิบัติวิปัสสนา
การเดินทาง ไปตามเส้นทางขอนแก่น-ชุมแพ ( เส้นทางหลวงหมายเลข 12 ) ประมาณ 14 กิโลเมตร แยกซ้ายเข้าเส้นทางสายบ้านทุ่ม-มัญจาคีรี (ทางหลวง หมายเลข 2062) อีกประมาณ 44 กิโลเมตร แล้วแยกเข้าเส้นทางสายมัญจา คีรี-ชัยภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 229) ประมาณ 12 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าวัด อีก 12 กิโลเมตร

บางแสน 2 และหาดจอมทอง
ตั้งอยู่ที่บ้านหินเพิง ตำบลท่าเรือห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 53 กม. ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนอุบลรัตน์ แต่อยู่ก่อนถึงเขื่อน อุบลรัตน์มีทางทางแยก บรรยากาศโดยรอบของชายหาด ริมทะเล สาบน้ำจืดเหนือเขื่อนอุบลรัตน์สวยสะดุดตาเมื่อพระอาทิตย์ฉายส่อง ลงมาในยามเย็น กระทบกับทิวเขาภูเก้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง กิจกรรมกีฬาทางน้ำที่น่าสนใจก็ คือ การบริการ ให้เช่าจักรยานน้ำ, บานาน่า โบ๊ต, ห่วงยาง นอกจากนี้ยังมีบริการ อาหารเลิศรสที่ปรุง จากปลา ภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ได้ แก่ ปลานิล, ปลาเนื้อ อ่อน, ปลาช่อน ฯลฯ ช่วงเทศกาลสำคัญ หรือวันหยุดมักจะมีนักท่อง เที่ยวเดินทางไปชมธรรมชาติ และเล่นน้ำกันเป็นจำนวนมาก

อุทยานกล้วยไม้ป่าช้างกระ วัดป่ามัญจาคีรี
อยู่บนถนนสายมัญจาคีรี-ชนบท ห่างจากตัวอำเภอมัญจาคีรี 1 กม. หรือห่างจากขอนแก่นประมาณ 57 กิโลเมตร บริเวณวัดเป็นเนินดิน ขนาดใหญ่กลางทุ่งมีพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ บริเวณวัดมีต้นไม้เก่าแก่ จำนวนมากที่มีอายุหลายร้อยปี โดยเฉพาะต้น มะขาม และยังมีต้น ตะโก กระถินป่า รวมประมาณ 280 ต้น มีกล้วยไม้ป่าพันธุ์ช้างกระ เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ และเจริญพันธุ์ตามธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก กว่า 4,000 ต้น กล้วยไม้เหล่านี้จะเริ่มออกช่อในราวเดือนธันวาคม และดอกสีชมพูขาวจะชูช่อบาน เต็มที่ในช่วงเดือนมกราคม จนถึง กุมภาพันธ์ของทุกปี ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไปทั่วบริเวณ

 สิม (โบสถ์) วัดสระทองบ้านบัว
ตั้งอยู่ที่บ้านบัว ตำบลกุดเค้า เป็นอาคารทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมที่แสดง ลักษณะเด่นชัดของพื้นถิ่นอีสาน มีการแต้มสีภาพ โดยภายนอกอาคารประดับ แว่นแก้วฐานชุกชี ภายในประดิษฐานพระประธานศิลาทรายแบบอีสาน โดยใน ปี 2545 ได้รับรางวัลอาคารทรงคุณค่าด้านการอนุรักษ์มรดก และวัฒนธรรม แห่งเอเชียแปซิฟิก (Award of Merit) จากองค์การยูเนสโก้ (UNESCO)

หมู่บ้านเต่า
จะมีเต่าบกชนิดหนึ่ง (ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่า “เต่าเพ็ก”) ลักษณะกระดองจะ มีสีเหลืองแก่ปนน้ำตาลอยู่เป็นจำนวนมาก บ้างก็จะอยู่บริเวณใต้ถุนบ้านเพื่อรอ อาหารจากชาวบ้าน บ้างก็เดินอยู่ตามถนนภายในหมู่บ้านซึ่งจะหาดูได้ไม่ยาก เมื่อเดินทางไปถึงจากขอนแก่นไปตามทางหลวงหมายเลข 12 ( ขอนแก่น-ชุม แพ) ประมาณ 10 กิโลเมตรเลี้ยวซ้ายตามทางหลวงหมายเลข 2062 ประมาณ 44 กิโลเมตร (ก่อนถึงอำเภอมัญจาคีรี 2 กิโลเมตร) ถึงบริเวณบ้านกอก ปาก ทางเข้าหมู่บ้านเต่าอยู่ด้านซ้ายจะสังเกตเห็นเป็นรูปเต่าจำลอง 2 ตัว วางอยู่บน แท่นหินสูงจากพื้นดินประมาณ 2 เมตร ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดศรีสุมัง จากนั้นเลี้ยว ซ้ายข้างวัดเข้าสู่หมู่บ้านกอก ประมาณ 50 เมตร ก็จะถึงหมู่บ้านเต่า ปัจจุบันมี บริการบ้านพักแบบโฮมสเตย์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0 7222 7859 , 08 9574 3480

 พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง
อยู่ที่ตำบลในเมือง อำเภอเวียงเก่า เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ศึกษาวิจัย ซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่างการ ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ขอนแก่นและกรมทรัพยากรธรณี เพื่อศึกษาค้นคว้า เผยแพร่ความรู้ด้านทรัพยากรธรณีสู่สาธารณชน เพื่อการอนุรักษ์ เพื่อประโยชน์ของสังคมและส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนต่อไป อาคารพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนบริการ ได้แก่ ร้านของที่ระลึก, ห้องอาหาร, ห้องบรรยาย ส่วนวิชาการ ได้แก่ ห้องปฏิบัติการ, ห้องทำงาน, ห้องสมุด, และส่วนนิทรรศการ ได้แก่ ห้องจัดแสดงชั้น ล่างและชั้นบน จัดแสดงนิทรรศการการกำเนิดโลก หิน แร่ ซากดึกดำบรรพ์ และหุ่นจำลองไดโนเสาร์เปิด ให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึก ดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี โทร. 0 4343 8204-6
การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง จากขอนแก่นเดินทางไปตามเส้นทางหลวง หมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ผ่านอำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ ถึงทางแยกไปอำเภอภูเวียง ระยะ ทางประมาณ 48 กิโลเมตร จึงแยกตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2038 อีก 22 กิโลเมตรถึงอำเภอภูเวียง และเดินทางต่อไปอีก 10 กิโลเมตรถึงพิพิธภัณฑ์

พัทยา 2
อยู่ที่บ้านหนองกุงเซิน อำเภอภูเวียง ห่างจากอำเภอเมืองไปประมาณ 78 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ราบริมทะเลสาบประมาณ 20 ไร่ ทะเลสาบมี อาณาเขตติดต่อกับเขื่อนอุบลรัตน์ โดยมีเทือกเขาภูพานคำทอดยาว เป็นฉากหลัง เหมาะแก่การพักผ่อน รับประทานอาหาร และเล่นน้ำใน บรรยากาศคล้ายชายทะเล ในบริเวณมีร้านอาหารบริการอาหารพื้น เมือง ปลาเผา และมีอุปกรณ์เพื่อกิจกรรมทางน้ำไว้บริการ เช่น ห่วง ยาง จักรยานน้ำ บาบาน่าโบ๊ต มักจะมีผู้คนท้องถิ่นมาพักผ่อนหย่อน ใจกันมากในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์
การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามทางหลวงหมายเลข 12 ถึงแยกหนองเรือเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2038 ตรงไปประมาณ 12 กิโลเมตร ผ่านอำเภอภูเวียง ทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง ระหว่างทางจะมีป้าย บอกทางเข้าไปยังพัทยา 2 ไปอีกประมาณ 23 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติภูเวียง
เมื่อพูดถึงอุทยานแห่งชาติภูเวียง นักท่องเที่ยวก็ต้องนึกถึงไดโนเสาร์ ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า บริเวณที่ราบสูงที่อยู่ใน เขตประเทศไทย ปัจจุบันนั้นจะเคยเป็นบ้านของไดโนเสาร์มาก่อน จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2519 การสำรวจแหล่งแร่ยูเรเนียมในบริเวณอุทยานแห่งชาติภูเวียงระหว่างการสำรวจนักธรณีวิทยา ได้ ค้นพบซากกระดูกชิ้นหนึ่ง และเมื่อส่งให้ผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสวิจัย ผลปรากฏออกมาว่าเป็นกระดูก หัวเข่าข้างซ้ายของไดโนเสาร์ จากนั้นนักสำรวจก็ได้ทำการขุดค้นกันอย่างจริงจังเรื่อยมากระทั่งปัจจุบัน
อุทยานแห่งชาติภูเวียงครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 380 ตารางกิโลเมตร ในเขตอำเภอเวียงเก่า อำเภอภูเวียง อำเภอสีชมพู และอำเภอชุมแพ ประกอบด้วยสิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่
บนยอดภูประตูตีหมา หลุมขุดค้นที่ 1 ได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์หนึ่งมีลำตัวสูงใหญ่ประมาณ 15 เมตร คอยาว หางยาว เป็นพันธุ์กินพืชซึ่งไม่เคยพบที่ใดมาก่อน จึงได้อัญเชิญพระนามของสมเด็จพระเทพฯ มา ตั้งชื่อ ไดโนเสาร์ พันธุ์นี้เพื่อการเฉลิมพระเกียรติว่า "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่" (Phuwianggosauras Sirindhornae) และในบริเวณหลุมขุดค้นเดียวกันนั้นเอง นักสำรวจได้พบฟันของไดโนเสาร์ประเภทกิน เนื้อปะปนอยู่มากกว่า 10 ซี่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าโซโรพอดตัวนี้อาจเป็นอาหารของเจ้าของฟันเหล่านี้แต่ ในกลุ่มฟันเหล่านี้ มีอยู่หนึ่งซี่ที่มีลักษณะแตกต่างออกไป เมื่อนำไปศึกษาปรากฎว่าฟันชิ้นนี้เป็นลักษณะ ฟันไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อนเช่นกัน จึงตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ นายวราวุธ สุธีธร ว่า "ไซแอมโมซอรัส สุธีธรนี่" (Siamosaurus Suteethorni) ผู้สนใจสามารถเดินไปชมได้ หลุมขุดค้นที่ 1 อยู่ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานและยังสามารถเดินไปชมหลุมขุดค้นที่ 2 และที่ 3 ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียง
ฟอสซิล "ไซแอมโมไทรันนัส อีสานเอ็นซิส" (Siamotyrannus Isanensis) เป็นสิ่งที่ชี้ว่าไดโนเสาร์จำพวกไทรันโนซอร์ มีต้นกำเนิด ในทวีปเอเชีย เพราะฟอสซิลที่พบที่นี่เป็นชิ้นที่เก่าแก่ที่สุด(120-130 ล้านปี) กระดูกชิ้นนี้ได้นำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ ในกรมทรัพยา- กรธรณี กรุงเทพฯ
บริเวณหินลาดป่าชาด หลุมขุดค้นที่ 8 พบรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวน 68 รอยอายุประมาณ 140 ล้านปี เกือบทั้งหมดเป็นรอยเท้าไดโน- เสาร์กินเนื้อพันธุ์เล็กที่สุดในโลกเดิน 2 เท้า แต่หนึ่งในรอยเท้าหล่านั้น มีขนาดใหญ่ผิดจากรอยอื่นคาดว่าเป็นของคาร์โนซอรัส การไปชมควรเดินทางด้วยรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้ เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงห่างจากที่ทำการ 19 กิโลเมตร ส่วนฟอสซิลดึกดำบรรพ์อื่นๆ ที่ขุดพบ เช่น ซากลูก ไดโนเสาร์ ซากจระเข้ขนาดเล็ก ซากหอย 150 ล้านปี จะอยู่กระจัดกระจายกันอยู่ตามหลุมต่าง ๆ
ความน่าสนใจของที่นี่ไม่ได้มีเพียงไดโนเสาร์เท่านั้น ยังมีการพบร่องรอยอารยธรรมโบราณด้วย โดยพบ "พระพุทธรูปปางไสยาสน์" ประติมากรรมนูนสูงสลักบนหน้าผาของยอดเขาภูเวียงสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธ ศตวรรษที่ 14 ลักษณะท่านอนได้รับอิทธิพลจากอินเดีย พระเศียรหนุนแนบกับต้นแขนขวาแขนซ้ายทอด ไปตามลำพระองค์ นอกจากนี้"ถ้ำฝ่ามือแดง" ที่บ้านหินร่องมีงานศิลปะของมนุษย์ถ้ำโบราณ ลักษณะของ ภาพเกิดจากการพ่นสีแดงลงไปในขณะที่มือทาบกับผนังถ้ำก่อให้เกิดเป้นรูปฝ่ามือขึ้น
ส่วนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ในบริเวณอุทยานฯจะมีน้ำตกอยู่สองสามแห่ง "น้ำตกทับพญาเสือ" เป็น น้ำตกเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำฝ่ามือแดง "น้ำตกตาดฟ้า" เป้นน้ำตกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 ม. สามารถ เข้าถึงได้ทางรถยนต์อยู่ห่างจากอำเภอภูเวียง 18 กิโลเมตร และขึ้นเขาไปอีก 6 กิโลเมตร ตรงต่อไปจาก น้ำตกตาดฟ้าอีก 5 กิโลเมตรจะถึง"น้ำตกตาดกลาง" นอกจากน้ำตกก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวประเภอทุ่งหญ้า และลานหิน ซึ่งจะมีดอกไม้ป่านานาพันธุ์บานในช่วงหลังฤดูฝนได้แก่ "ทุ่งใหญ่เสาอาราม" "หินลาดวัวถ้ำ กวาง" และ "หินลาดอ่างกบ"
การเดินทาง อุทยานแห่งชาติภูเวียงอยู่ห่างจากจังหวัดขอนแก่น 86 กม. จากจังหวัดขอนแก่น ใช้เส้นทาง หลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ขอนแก่น-ชุมแพ) ผ่านอำเภอบ้านฝาง อำเภอหนองเรือ จะถึงทางแยกเข้าไป อำเภอภูเวียง ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร จึงแยกตามทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2038 ไปประมาณ 38 กิโลเมตร ผ่านตัวอำเภอภูเวียง และหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติที่ ภว.1 (ปากช่องภูเวียง) จะถึงที่ทำ การอุทยานแห่งชาติภูเวียงที่ภูประตูตีหมา
สิ่งอำนวยความสะดวก มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ร้านอาหาร บ้านพัก ลานกางเต็นท์ สามารถติดต่อได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูเวียง ตู้ ปณ.1 ต.ในเมือง อ. ภูเวียง จ. ขอนแก่น 40150 โทรศัพท์ 08 5852 1771 สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 เว็บไซต์ www.dnp.go.th
ผานกเค้า
เป็นภูเขาสูงตั้งตระหง่านอยู่ริมลำน้ำพอง อยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 125 กิโลเมตร ตามทางหลวงสาย ขอนแก่น-วังสะพุง ( หมายเลข 2 และ 201 ) ผานกเค้าอยู่ทางด้านซ้ายมือของบ้านดงลาน ลักษณะของ ผานกเค้าเป็นภูเขาหินสีดำ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่ประปราย บริเวณที่จะมองเห็นเค้าโครงของนกเค้าได้ชัด เจนควรเดินเข้าไปในศูนย์เพาะชำกล้วยไม้ กองบำรุง กรมป่าไม้ ซึ่งตั้งอยู่อีกฟากถนน จะเห็นว่าลักษณะ ผาเหนือจะงอยปากขึ้นไปมีลักษณะเป็นหงอน ถัดลงมาเป็นหินกลมโค้งต่ำจากส่วนหงอนลงมาเป็นส่วนหัว ตรงกลางหัวมีรอยหินกะเทาะเป็นสีส้มอยู่ในตำแหน่งดวงตา ต่ำลงมาจากส่วนหัวจะถึงแนวปีกทั้งสองข้างที่ กางออก

อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน
รูปลักษณ์ภายนอกของอุทยานแห่งนี้ คือ เทือกเขาหินปูนที่มีหน้าผาตัดตรงดิ่งลงมาเป็นริ้วๆ คล้ายผ้าม่าน สภาพป่าของที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าดิบและป่าไม้เบญจพรรณ สภาพอากาศจะเย็นชื้นเกือบตลอดทั้งปี อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 218, 750 ไร่ ครอบคลุมอาณาบริเวณในอำเภอภูผาม่าน และอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย
สภาพป่าของที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าดิบ และป่าไม้เบญจพรรณ สภาพอากาศจะเย็นชื้นเกือบตลอดปี อุทยานแห่งนี้มีพื้นที่ทั้งหมด 218, 750 ไร่ ครอบคลุมอาณาบริเวณในอำเภอภูผาม่าน และอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น และอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย
เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานอยู่กระจัดกระจายกัน แบ่งเส้นทางท่องเที่ยวได้สองเส้นทางดังนี้
เส้นที่ว่าการอำเภอภูผาม่าน ไปตามเส้นทางชุมแพ - เพชรบูรณ์ (ทางหลวงหมายเลข 12) เลี้ยวขวาไป ตามทาง สาย 201 ประมาณ 10 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางสู่ที่ว่าการอำเภอภูผาม่าน
ถ้ำค้างคาว ตั้งอยู่บนภูผาม่าน ห่างจากที่ว่าการอำเภอฯประมาณ 2.5 กิโลเมตร อยู่บริเวณหน้าผาด้าน หน้าสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 100 เมตร เมื่อเข้าใกล้จะได้กลิ่นเหม็นของค้างคาว ปากถ้ำสามารถมอง เห็นแต่ไกล ภายในถ้ำมีค้างคาวขนาดเล็กอาศัยอยู่นับล้านๆ ตัว ภายในถ้ำมีกลิ่นเหม็นฉุนจัด ทุกวันค้าง คาวจะออกจากถ้ำในเวลาประมาณ 18.00 น. ตอนบินออกจะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที โดยจะบินออก เป็นกลุ่มยาวนับสิบกิโลเมตร นักท่องเที่ยวสามารถมานั่งพักผ่อนและชมความอัศจรรย์ของธรรมชาติที่มี ค้างคาวอยู่รวมกันนับล้านไปพร้อมกัน
ถ้ำพระ อยู่ใกล้เคียงกับถ้ำค้างคาว เป็นถ้ำที่มีลักษณะยาวเฉียงขึ้นด้านบนสามารถเดินทะลุถึงยอดภูผา ม่านได้ แต่เส้นทางค่อนข้างลำบากภายในถ้ำมีหินงอก หินย้อยสวยงาม และมีเสาหินขนาดใหญ่ รถยนต์ สามารถเข้าถึงได้ตลอดทั้งปี แต่เหมาะที่จะท่องเที่ยวในฤดูหนาวเนื่องจากในฤดูฝนมีน้ำไหลผ่านถ้ำทำให้ มีตะไคร่จับก้อนหิน
โครงการพัฒนาป่าดงลาน 4 อยู่ที่บ้านวังสวาบหมู่ 1 ตำบลวังสวาบ ห่างจากที่ว่าการอำเภอฯ ประมาณ 14 กิโลเมตร ที่นี่เป็นที่ทำการของหน่วยงานกรมป่าไม้ บริเวณรอบๆ เงียบสงบ อากาศหนาวเย็น มีบ้านพัก รับรองแขกได้ประมาณ 30-50 คน นอกจากนั้นยังมีห้องประชุมขนาดย่อมเหมาะสำหรับผู้ที่มาพักผ่อนเป็น หมู่คณะ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4324 9001
ถ้ำภูตาหลอ ตั้งอยู่ที่บ้านวังสวาบ ห่างจากที่ว่าการอำเภอฯ 17 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงได้เฉพาะในฤดู แล้ง เป็นถ้ำที่โอ่งโถง พื้นที่ประมาณไร่เศษ เพดานถ้ำสูงประมาณ 5-7 เมตร มีหินงอกหินย้อยซึ่งยังอยู่ใน สภาพเป็นธรรมชาติพื้นถ้ำเป็นดินเรียบอากาศภายในเย็นสบายหินบางก้อนลักษณะคล้ายหินเขี้ยวหนุมาน
น้ำตกตาดฟ้า เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยตาดฟ้า เป็นเส้นแบ่งเขตแดนอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น กับอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในท้องที่บ้านดงสะคร่าน หมู่ 7 ตำบลวังสวาบห่างที่ว่าการอำเภอฯ ประมาณ 40 กิโลเมตร รถสามารถเข้าไปถึงแค่บ้านตาดฟ้า หลังจากนั้นต้องเดินเท้าต่อไปอีก มีน้ำตกทั้ง หมด 5 ชั้น ชั้นที่สวยงามที่สุดคือ ชั้นสุดท้ายซึ่งมีความสูงประมาณ 80 เมตร ฤดูที่น้ำตกตาดฟ้าจะสวยที่ สุด คือ ฤดูฝน
เส้นสำนักงานอุทยานฯ ตรงต่อมาจากเส้นทางเดิม ตามทางหลวงหมายเลข 201
ถ้ำพญานาคราช ภายในมีหินงอกหินย้อยลักษณะเป็นริ้วคล้ายม่านประดับด้วยเกร็ดประกายแวววาวของ หินแร่สวยงามมาก ถ้ำนี้มีความคดเคี้ยวคล้ายดั่งตัวพญานาค ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร
ถ้ำลายแทง อยู่ถัดจากถ้ำพญานาคราชมาประมาณ 800 เมตร มีภาพเขียนสีโบราณบนฝาผนังถ้ำกว้าง ประมาณ 2 ตารางเมตร ภาพมีลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาพคน สัตว์และอื่น ๆ รวมแล้วประมาณ 70 ภาพ เมื่อ ชาวบ้านมาพบคิดว่าเป็นลายแทงบอกสมบัติจึงเรียกว่าถ้ำลายแทง
นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งคือ “น้ำตกตาดร้อง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำตกตาด ฮ้อง” อยู่ในเขตจังหวัดเลยระหว่างรอยต่ออุทยานแห่งชาติภูกระดึง และอุทยานแห่งชาติภูผาม่านและลำ น้ำพอง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูงประมาณ 70 เมตร เล่ากันว่าน้ำตกแห่งนี้ร้องได้เพราะบริเวณใต้น้ำตกมี แผ่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกมารองรับน้ำตก เปรียบเสมือนลิ้นขนาดใหญ่เวลาน้ำตกลงมากระทบแผ่นหิน และแฉลบไปตามซอกหินต่างๆ ทำให้เกิดเสียงดังประหลาดก้องไปทั่วป่า ที่อุทยานแห่งนี้ยังไม่มีที่พักและ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้สนใจเที่ยวชมควรเตรียมพร้อมในทุกด้าน รายละเอียดเพิ่ม เติมติดต่อ สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760
 ปราสาทเปือยน้อย
เป็นปราสาทหิน ขนาดไม่ใหญ่เท่ากับปราสาทหินพิมายหรืออีกหลาย แห่งที่พบทางอีสานตอนใต้ แต่ก็นับเป็นปราสาทเขมรที่สมบูรณ์มาก แห่งหนึ่ง ปราสาทเปือยน้อย หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า พระธาตุกู่ทอง สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 16-17 เป็นศิลปะผสมระหว่างศิลปะเขมร แบบบาปวนและแบบนครวัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู แผนผังก่อสร้างมีความหมายเป็นเขาพระสุเมรุซึ่งถือเป็นแกนจักรวาล อันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าที่เรียกว่า “ศาสนบรรพต” สิ่งก่อสร้างภาย ในบริเวณปราสาทเป็นไป ตามแบบแผนของศาสนสถานขอมโบราณหน้าบันขององค์ปรางค์ประธานสลัก เป็นพระยานาคราชมีลวดลายสวยงามมาก ทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่นับว่ายังอยู่ในสภาพ ที่สมบูรณ์ "โคปุระ" (ซุ้ม ประตู) อยู่ทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ด้านข้างโคปุระเจาะเป็นช่องหน้า ต่าง "กำแพงแก้ว" มีฐาน เป็นบัวคว่ำบัวหงาย มีการสลักศิลาแลงเป็นร่องแบบลาดบัว
การเดินทาง จากขอนแก่นจะใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น- บ้านไผ่) ระยะทาง 44 กิโลเมตร เข้าทางหลวงหมายเลข 23 (บ้านไผ่- บรบือ) ไปอีกประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าสู่อำเภอเปือย น้อยอีก 24 กิโลเมตร
พระธาตุขามแก่น
สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 25 ตั้งอยู่ในวัดเจติยภูมิ ตำบลบ้านขาม ตามประวัติโดยย่อกล่าวว่าโมริย กษัตริย์เจ้าเมืองโมรีย์ซึ่งเป็นเมืองอยู่ในอาณาเขตของประเทศกัมพูชา มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคาร ของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ไว้เมื่อครั้ง พระพุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ๆ มาบรรจุพระธาตุพนม จึงโปรดให้ พระอรหันต์ และพระเถระเจ้าคณะรวม 9 องค์ นำขบวนอัญเชิญพระอังคารมาในครั้งนี้ เมื่อผ่านมาถึงดอน มะขามแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่น เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำแล้วและบริเวณนี้ ภูมิประเทศราบเรียบดีจึงหยุดคณะพักชั่วคราว รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปถึงภูกำพร้าปรากฏว่าพระธาตุพนม ได้สร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับและตั้งใจว่าจะนำพระอังคารธาตุกลับไปประดิษฐานไว้ที่บ้านเมืองของ ตน แต่เมื่อเดินทางผ่านดอนมะขามอีกครั้งปรากฏว่าแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้นกลับยืนต้นแตกกิ่งก้าน ผลิ ใบเขียวชอุ่มเป็นที่น่าอัศจรรย์ คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุจึงพร้อมใจกัน สร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามนี้ พร้อมกับนำพระอังคารธาตุและพระพุทธรูปบรรจุไว้ในองค์พระธาตุ และให้นามว่า พระธาตุขามแก่นมาจน ทุกวันนี้ พระธาตุขามแก่นถือว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น ทุกปีในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานฉลองและนมัสการพระธาตุเป็นประจำ
การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 209 (ขอนแก่น-กาฬสินธุ์) ห่างจากตัวเมืองไปประมาณ 12 กิโลเมตร เมื่อข้ามลำน้ำพองแล้ว เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านโคกสีไปอีกประมาณ 14 กิโลเมตร หรืออีกเส้นทางหนึ่ง ไปตาม ถนนกสิกรทุ่งสร้าง-ค่ายศรีพัชรินทร์-บ้านโคกท่า ถึงสะพานข้ามแม่น้ำพองเลี้ยวขวาจะเจอป้ายไปพระธาตุ ขามแก่นอีกประมาณ 10 กิโลเมตร
หมู่บ้านงูจงอาง
บ้านโคกสง่า ตำบลทรายมูล ชาวบ้านโคกสง่าแต่เดิมมีอาชีพขายยาสมุนไพรควบคู่กับการทำนามาแต่รุ่น ปู่ย่าตายาย การขายยาสมุนไพรในสมัยก่อนต้องเดินเท้าไปเร่ขายยาตามหมู่บ้านต่างๆ ด้วยความยากลำ บาก แต่เมื่อปีพ.ศ. 2494 พ่อใหญ่เคน ยงลา หมอยาบ้านโคกสง่าจึงได้คิดหางูเห่ามาแสดงเพื่อเป็นการดึง ดูดคนดูแทน จะต้องเดินไปขายยาในทุกๆ หมู่บ้านปรากฏว่าการแสดงประสบความสำเร็จสามารถเรียก คน มาดูได้มากพอสมควร แต่เนื่องจากงูเห่านั้นมีอันตรายมากสามารถพ่นพิษได้ไกลถึง 2 เมตร พ่อใหญ่จึง เปลี่ยนมาใช้งูจงอางแสดงแทนและถ่ายทอดวิชาแสดงงูให้คนในหมู่บ้าน เมื่อว่างเว้นจากการเกษตรชาว บ้านจะรวมกลุ่มเดินทางออกเร่แสดงงูเพื่อขายยาสมุนไพร ส่วนการแสดงที่หมู่บ้านนั้นจะจัดขึ้นบริเวณลาน วัดศรีธรรมาและรอบๆ บริเวณก็จะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงูจงอาง รวมทั้งมีโรงเรือนเพาะเลี้ยงงูจงอาง อยู่ด้วยปัจจุบันการแสดงงูจงอางบ้านโคกสง่า เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมาก ชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือน จะเลี้ยงงูจงอางไว้ใต้ถุนบ้าน มีการจัดแสดงหลายรูปแบบเพื่อดึงดูดให้คนสนใจยิ่งขึ้น เช่นการแสดงละคร งูตามจังหวะเพลง การชกมวยระหว่างคนกับงูจงอางจนชาวบ้านที่มีชื่อเสียงทางการแสดงงูมีฉายาประจำ เช่น กระหร่องน้อย เมืองอีสาน, ทองคำ ลูกทองชัย ฯลฯ
การเดินทาง รถยนต์หมู่บ้านงูจงอางบ้านโคกสง่าอยู่ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 50 กิโลมตร จาก ตัวเมืองขอนแก่นเดินทางไปตามถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2)ถึงกิโลเมตรที่ 33 บริเวณตัวอำเภอ น้ำพอง เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2039 ทางไปอำเภอกระนวน 16 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางเข้า หมู่บ้านงูจงอาง ให้เลี้ยวขวาไป 2 กิโลเมตร ถึงวัดศรีธรรมา รถประจำทาง สามารถนั่งรถสายดาวสิงห์-กะ นวนมาลงที่สี่แยกน้ำพอง แล้วนั่งรถสกายแล็ปมาลงที่หมู่บ้านงูจงอาง วัดศรีธรรมา
การแสดงงู มีการจัดแสดงงูของชมรมผู้เลี้ยงงูจงอางแห่งประเทศไทย และมีงูสายพันธุ์ต่าง ๆ เลี้ยงไว้ใน กรงพร้อมป้ายนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับงู เปิดการแสดงทุกวันระหว่างเวลา 8.00 -17.00 น. นอกจาก ที่วัดศรีธรรมาแล้ว ตามเส้นทางก่อนถึงวัดศรีธรรมายังมีการจัดแสดงงูของชาวบ้านในพื้นที่ให้ชมอีกด้วย

เมืองโบราณโนนเมือง
เป็นการพบร่องรอยทางโบราณคดี สมัยศิลปะทวารวดีที่สำคัญของ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งความจริงสำนักโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติที่ 9 ขอนแก่น ได้จัดเป็นโบราณสถานที่สำคัญของขอนแก่น ไว้นานแล้ว แต่เพิ่งจะขุดค้นพบเป็นบางส่วนไปเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2525 พบว่าใต้ดินลึกลงจากบริเวณโนนเมืองเป็นร่องรอยถิ่นฐานของสังคม ประวัติศาสตร์สมัยหนึ่งในอดีตเมืองโบราณสมัยทวารวดีแห่งนี้ ตั้งอยู่ ในบริเวณที่เรียกว่า โนนเมือง เขตบ้านนาโพธิ์ อำเภอชุมแพ ห่างจาก จังหวัดขอนแก่นประมาณ 80 กิโลเมตร เดิมชาวบ้านเล่าลือสืบต่อกัน มาว่าบริเวณเนินดินกว้างที่เรียกว่า โนนเมือง นั้นเป็นเมืองเก่าแก่เมือง โบราณจากการสำรวจของสำนักโบราณคดี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 ขอนแก่น พบในเสมาหิน ทรายศิลปะทวารวดี 3 ใบ ตั้งใกล้เคียงและบนผิวพื้นดินทั่วไปของเนิน พบเศษภาชนะดินเผาเหล่านี้มีทั้ง ชนิดเขียนสีแดง ชนิดลายขูดขีด และลายเชือกทาบลักษณะของเนินเป็นเนินดินรูปไข่ พื้นที่ประมาณ 170 ไร่ มีคูเมือง 2 ชั้น ระยะห่างกันประมาณ 200 เมตรการขุดค้นของสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติที่ 9 ขอนแก่น โดยเปิดหลุมขุด 2 หลุมขนาด 4*4 เมตร ได้พบว่าตรงความลึกประมาณ 270 ซม. เป็นโครงกระดูกมนุษย์ที่มีพิธีฝังศพตามประเพณีโบราณ ที่มีธรรมเนียมการฝังเครื่องมือเครื่องใช้ลงไป พร้อมกับศพ เช่น หม้อและภาชนะดินเผาเขียนสีและลายขูดขีด ลายเชือกทาบ กำไลสำริด กำไลกระดูก สัตว์เช่น กระดูกหมู กระดูกควาย เขากวาง และกระดองเต่าใกล้กับโครงกระดูกด้วย สำหรับหลุมแรกพบ โครงกระดูกจำนวน 5 โครงและหลุมที่ 2 จำนวน 2 โครง
ขณะนี้เพียงสันนิษฐานว่า โครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดค้นพบ น่าจะเป็นคนในยุคสมัยทวารวดีจนกว่าจะมี การ พิสูจน์ วิเคราะห์ตามหลักวิชาการที่ถูกต้องด้านโบราณคดีต่อไปในภายหลัง
การเดินทาง ใช้เส้นทางขอนแก่น-ชุมแพ (ทางหลวงหมายเลข 12 ) ผ่านตัวอำเภอชุมแพ จะเห็นที่ทำการ ไปรษณีย์ เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 5 กิโลเมตร

ศาลาไหมไทย หรือ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา มหาราชินี
ตั้งอยู่บริเวณวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น เป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ(12 สิงหาคม 2535) เพื่อเป็นศูนย์ สืบสานพระราชปณิธานงานศิลปาชีพผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของภาคอีสาน รวมทั้งเป็นศูนย์อนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน ภายในอาคารจัดแสดงกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่ มัดย้อมจนถึงวิธีการทอ อุปกรณ์เครื่องใช้เกี่ยวกับไหมและของเก่าแก่ควรอนุรักษ์ รวมถึงผ้าไหมมัดหมี่ โบราณลวดลายต่างๆ ที่พิเศษที่สุดคือที่นี่จัดแสดงผ้าไหมมัดหมี่ที่แพงที่สุดในโลกฝีมือชาว อ.ชนบทและ เคยชนะการประกวดผ้าไหมของเอเชีย พร้อมทั้งได้รับพระราชทานถ้วยรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาสยามบรมราชกุมารี
ศาลาไหมไทย เปิดให้นักท่องเที่ยวชมทุกวันพฤหัสบดี-วันอังคาร ปิดวันพุธ ในเวลาราชการ รายละเอียด ติดต่อที่วิทยาลัยการอาชีพขอนแก่น อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น 40180 โทร. 0 4328 6218 www.salamaithai.com
การเดินทาง จากขอนแก่น ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-โคราช) 44 กิโลเมตร เลี้ยวขวาที่สี่แยก บ้านไผ่เข้าทางหลวงหมายเลข 229 ไปอีก 11 กิโลเมตร ศาลาไหมไทยอยู่ทางซ้ายมือ(ตรงข้ามกับหนอง กองแก้ว หนองน้ำงดงามของอำเภอชนบท )
หน้า 1 l 2 |