ประเพณี เทศกาล ที่แม่ฮ่องสอน - Maehongson Festivals
งานประเพณีปอยส่างลอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วันที่ 31 มีนาคม - 3 เมษายน 2552
ณ วัดจองคำพระอารามหลวงและวัดจองกลาง ตำบลจองคำ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน
กิจกรรม
ชมและร่วมสืบสานประเพณีการบวชลูกแก้ว หรือส่างลองที่สวยงาม และยังคงรักษาวัฒนธรรมอันเก่าแก่ ของชาวไทยใหญ่แม่ฮ่องสอน
สำหรับกำหนดการเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน ได้กำหนดดังนี้
| วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง วันที่ 15 มีนาคม 2552 |
: รับสมัครผู้มีความประสงค์จะบวช |
| วันที่ 31 มีนาคม |
: วันรับส่างลอง |
| วันที่ 1 เมษายน |
: วันข่ามแขก(วันรับแขก) |
| วันที่ 2 เมษายน |
: วันแห่โคหลู่หรือวันแห่เครื่องไทยทาน หรือ วันฮ้อง ขวัญนาคภาษาไทยกลาง เรียกว่า วันเรียกขวัญนาค |
| วันที่ 3 เมษายน |
: วันข่ามส่างหรือวันหลู่ (วันบรรพชาสามเณร) |
ผู้ที่ประสงค์จะส่งบุตรชายหรือหลายชายเข้าบวชตามประเพณีดังกล่าว สมัครได้ที่วัดจองคำพระอาราม หลวง พร้อมเอกสารหลักฐานสำเนาใบสูติบัตร เด็กชายอายุ 9 ปีขึ้น สำเนาทะเบียน รูปถ่ายและเงินสมทบ ทุนกองกลาง จำนวน 7 พันบาทต่อการบวชสามเณร 1 รูป เครื่องบวชจำนวน 1 ชุดต่อ 1 รูป จัดหาตะแป ส่างลอง 2 คนต่อ 1 รูป และจัดหาผุ้ช่วยเตรียมงาน 2 คนต่อ 1 องค์
โดยผู้ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจะต้องได้รับการฝึกปฏิบัติตามระเบียบที่ คณะกรรมการกำหนด คือ ผู้ที่จะทำการบวชต้องผ่านการฝึกภาคปฏิบัติขั้นเตรียมตัวก่อนบวช เป็นเวลา 10 วัน
ผู้ที่จะบวชจะต้องได้เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน อย่างน้อย 15 วัน ก่อนทำ การลาสิขาจากสณเพศ หรือสามเณรภาคฤดูร้อน ประชาชน ผู้ประกอบกิจการร้านค้า บริษัท ที่จะร่วมจิต ศรัทธาจัดส่งบุตรชาย-หลายชาย เข้าบวชส่างลอง หรือเป็นเจ้าภาพในการบวชของผู้ความประสงค์จะบวช แต่ขาดทุนทรัพย์ในครั้งนี้
สอบถามรายละเอียด 
วัดจองคำพระอารามหลวง โทร. 0 5361 1237
เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน โทร. 0 5361 2016
ประเพณีปอยส่างลอง
ประวัติ / ความเป็นมา
ประเพณีปอยส่างลองเป็นประเพณีที่เกี่ยวกับการบวชของชาวไทยใหญ่ ที่สืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลา นาน ถือว่าเป็นการทำบุญครั้งยิ่งใหญ่ ได้อานิสงส์มาก
คำว่า "ส่างลอง" เป็นภาษาไทยใหญ่เกิดจากคำผสมระหว่าง "ส่าง" แปลว่า สามเณร และ คำว่า "ลอง" แปลว่า ผู้เป็นใหญ่เหนือมนุษย์หรือเทพบุตร หรือผู้เป็นหน่อเนื้อของผู้วิเศษ คำเต็มคือ "อลอง" เมื่อผสม กับคำว่า "ส่าง" เสียงอะที่อยู่หน้ากร่อนหายไป สันนิษฐานว่าเป็นภาษาพม่าที่นำมาใช้ภาษาไทยใหญ่
อีกนัยหนึ่งคำว่า "ส่างลอง" เทียบได้กับคำว่า "ลูกแก้ว" ในภาษาถิ่นล้านนา ประเพณีทำบุญส่างลอง เรียก ว่า ปอยส่างลอง คำว่า "ปอย" คือ งานอันเป็นมงคลยิ่งใหญ่ในการบรรพชา หรือ บวชลูกแก้วของชาวล้าน นา
ส่วนประวัติความเป็นมามีกล่าวไว้หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งคือ ในสมัยอดีตกาล ณ เมืองหนึ่งมีพระมหากษัตริย์ มีโอรสทรงพระนามว่า "จิตตะมังชา" ครั้นโอรสมีอายุได้ 10 ชันษา พระบิดาก็มุ่งหวังจะให้โอรสได้ผนวช เป็นสามเณร แต่พระองค์ไม่ทรงบังคับแต่อย่างใด ความนี้ล่วงรู้ไปถึง "จิตตมังชาโอรส" จึงได้ตัดสินใจขอ ผนวชเอง ทำให้พระราชบิดาทรงปลาบปลื้มมาก รับสั่งให้มีการฉลองอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 7 วัน 7 คืน ได้ แห่ ส่างลองจิตตะมังไปรอบเมือง และไปหาพระพุทธเจ้า
สามเณรจิตตมังชาผนวชอยู่กับพระพุทธเจ้าเป็นเวลานาน ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแตกฉาน และได้สำแดงบุญบารมีเป็นที่ประจักษ์ไปทั่ว เช่นครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสร็จไปเยี่ยมพระประยูรญาติ ณ เมืองกบิลพัสดุ์ พระนางปชาบดีโคตมีได้ทอผ้าจีวรด้วยเส้นทองคำ 2 ผืน ถวายแด่พระพุทธเจ้าพระองค์ ทรง รับผืนเดียวที่เหลือไม่มีสาวกองค์อื่นกล้ารับ แต่สามเณรจิตตมังชากล้ารับทำให้เกิดเสียงวิจารณ์เป็น อันมากว่า สามเณรจิตตะมังชายังเยาว์วัยเกินไปไม่สมควรรับ ความทราบถึงพระพุทธเจ้า จึงจัดให้สาวกมา ประชุมกัน แล้วพระองค์ทรงโยนบาตรขึ้นไปในอากาศ พร้อมกับตรัสว่า สาวกองค์ใดจะมีความสามารถรับ บาตรนี้ได้ ปรากฏว่าผู้ที่สามารถรับบาตรได้ คือ สามเณรจิตตะมังชาได้เหาะไปรับบาตรมาถวายพระพุทธ เจ้า แสดงให้เห็นว่าเหมาะที่จะรับจีวรด้ายทองคำ และเป็นพระพุทธเจ้าองค์ต่อไป
อีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า สมัยพุทธกาลที่เมืองแห่งหนึ่งมีงานปอยส่างลอง โดยคหบดีเศรษฐีผู้มีเงินทองหลาย คนร่วมกันจัดงาน แต่มีครอบครัวหนึ่งกำพร้าพ่อเหลือแม่กับลูกชายที่มีรูปร่างอัปลักษณ์น่าเกลียดไม่มีใคร อยากคบด้วย ลูกชายอยากเป็นส่างลองมาก แต่แม่ยากจนจึงไม่สามารถหาเงินมาจัดงาน "ปอยส่างลอง" ได้ พร้อมทั้งถูกพูดจาถากถางตลอดว่า "ยากจนแล้วอย่างเป็นส่างลอง" ยิ่งใกล้ถึงวันรับส่างลองเสียงฆ้อง กลองบ้านเจ้าภาพทำให้ทั้งแม่และลูกเป็นทุกข์มาก ครั้นหมดปัญญาจะหาเงินมาร่วมจัดงานด้วยเรื่องนี้ร้อน ไปถึง "บุนสาง" หรือพระพรหม ผู้มีหูตาทิพย์ เมื่อทราบจึงมีความคิดที่จะช่วยทั้งสอง จึงแปลงร่างเป็นชาย แก่มอบเงินทองให้ แต่ก็ติดขัดที่ลูกชายรูปร่างอัปลักษณ์ พระพรหมก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงจะช่วยเอง
จนถึงวันรับส่างลอง เมื่อแต่งชุดส่างลองแล้ว พระพรหมก็เนรมิตรูปร่างให้ใหม่กลายเป็น ส่างลองที่สวย งาม แต่งคล้ายเจ้าชายมีเครื่องประดับสวยงาม เพื่อแห่ส่างลองไปรอบๆ เมือง ผู้คนพบเห็นต่างก็ประทับใจ กล่าวชมความสวยงามและน่ารักของส่างลองเป็นอันมาก จวบจนเมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วก็อยู่ในเพศ บรรพชิตต่อไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่า การจัดงาน "ปอยส่างลอง" จะได้อานิสงส์มาก ถ้าได้บวชลูกตนเอง เป็นสามเณรได้อานิสงส์ 7 กัลป์ถ้าบวชลูกคนอื่นได้อานิสงส์ 4 กัลป์ ถ้า้อุปสมบทลูกตัวเองเป็นพระภิกษุ ได้อานิสงส์ถึง 12 กัลป์ อุปสมบทลูกคนอื่นเป็นพระภิกษุได้อานิสงส์ 8 กัลป์ ดังนั้นชาวไทยใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะยากดีมีจนก็ต้องพยายามจัดงานปอยส่างลองให้ได้ งานปอยของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยึดถือปฏิบัติ กันมาหลายร้อยปีแล้ว เช่น ในคราวที่สมเด็จเจ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสด็จไปตรวจราชการจังหวัด แม่ฮ่องสอน เมื่อ พ.ศ. 2472 ได้บันทึกไว้ในรายงานความว่า
"ในวันที่ขึ้นพระธาตุดอยกองมูนี้ ที่เชิงดอยมีแห่ครัวทานตามแบบพายัพ พญาพิศาลฮ่องสอนกิจ พ่อเมือง นำหน้าขบวนแล้วก็ถึงมหรสพแล้วถึงมณฑปทำด้วยกระดาษมีคานหาม ต่อนั้นไปมีผู้หญิงงามถือธูปเทียน ตกแต่งด้วยเครื่องกระดาษ ประมาณ 40 คน มีสำรับคาวหวาน คนหาบซึ่งมีเด็กซึ่งบวชเป็นสามเณรในวัน นั้น ขี่คอคนต่างม้า ยึดผ้าโพกศีรษะคนนั้นๆ เป็นบังเหียนเต้นทำนองม้า มีกลดทองแบบพม่าทั้งสิ้น ข้าง ขวาคนละ 2 คัน รวม 10 คัน มีนางงามโปรยข้าวตอกซัดเตจ้านาค เจ้านาคแต่งตัวคล้ายละครพม่า พิธีนี้ ตามคำเมืองเรียกว่า "บวชลูกแก้ว หรือ ปอยส่างลอง" ตามภาษาไทยใหญ่"
กำหนดงาน
นิยมจัดช่วงโรงเรียนปิดภาคเรียน และเป็นช่วงที่ว่างเว้นจากการทำไร่ทำนา มีข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ ฝนไม่ตก สะดวกในการเดินทางไปมาหาสู่กันและเป็นช่วงที่เก็บผลผลิตจากไร่ เช่น กระเทียม ถั่วเหลือง ออกจำหน่ายและเป็นเงินทุนในการจัดงาน
กิจกรรม / พิธี
วิธีการจัดงานบวชเณรของชาวไทยใหญ่นั้น มีวิธีบวช 2 วิธี คือ แบบที่เรียกว่า "ข่ามดิบและแบบส่างลอง" แบบข่ามดิบ เป็นวิธีการง่ายๆ ประหยัดไม่ต้องใช้เวลาในการเตรียมงานและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก วิธี การ คือ เมื่อตกลงกันว่าจะนำเด็กมาบรรพชาเป็นสามเณร พ่อแม่จะโกนหัวเด็ก หรือนำเด็กไปโกนหัวที่วัด นุ่งขาวห่มขาวเตรียมเครื่องไทยทาน อัฏฐบริขารที่จำเป็นต้องใช้ในพิธีบรรพชาที่วัด เป็นอันเสร็จพิธี
แบบส่างลอง เป็นวิธีที่ต้องเตรียมงานกันนาน ค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลา 3-5 วัน มีการเชิญผู้มาร่วมงานจำนวน มาก มีขั้นตอนมากมาย คือ หลังจากเตรียมงานแล้ว ก็จะนำเด็กไปโกนหัวแต่งตัวเป็นส่างลองหรือลูกแก้ว แห่ไปขอขมาที่ต่างๆ แห่เครื่องไทยทานจากหมู่บ้านไปสู่วัด แห่ส่างลองจากบ้านไปทำพิธีขอบรรพชาที่วัด และมีการเฉลิมฉลองกันที่วัดหรือที่บ้านอีกวันหนึ่งจึงจะเสร็จพิธี แบบส่างลอง นี้เป็นที่นิยมจัดกันมากทุก หมู่บ้านและท้องถิ่นด้วย
การจัดงานส่างลองมีขั้นตอน ดังนี้
ขั้นเตรียมงาน ก่อนถึงพิธีประมาณครึ่งเดือนถึง 3 เดือน หรืออาจจะน้อยวันกว่านี้ แล้วแต่ความใหญ่โต ของงาน จะทำการเตรียมข้าวตอก (ทำจากข้าวเหนียว) เพื่อเป็นเครื่องสักการะ และนำไปคลุกกับน้ำอ้อย เชื่อมปั้นเป็นก้อนขนาดโตพอประมาณ เรียกว่า "ข้าวแตกปั้น" สำหรับเป็นของหวานและไทยธรรมเตรียม บุหรี่มี 2 ชนิด คือ ยาฉุนกับขี้ยาฉุน มวนจากยาสูบพื้นเมืองด้วยใบตองกล้วยอบแห้งหรือใยกาบต้นหมาก ส่วนบุหรี่ขี้โยมวนจากยาฉุนผสมแก่นไม้ไคร้สับ หรือเปลือกมะขามคลุกน้ำอ้อยและมะขามเปียกตากแห้ง เป็นบุหรี่รสจืดสำหรับผู้หญิงสูบ เพื่อใช้ต้อนรับแขกที่มาร่วมงานและเป็นเครื่องไทยธรรม ปัจจุบันเปลี่ยน มาเป็นบุหรี่ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด
เครื่องไทยธรรมและอัฐบริขาร พอใกล้ถึงกำหนดเวลาพิธี 7 วัน มีการเตรียมตกแต่งเครื่องไทยธรรม และอัฏฐบริขาร เช่น จัดทำต้นข้าวแตก โดยนำข้าวแตกมาห่อด้วยกระดาษสาผูกติดกับธงสามเหลี่ยมเป็น ช่อๆ แล้วนำไปผูกไขว้เป็นคู่ๆ ติดกับลำไม้ไผ่หรือลำไม้รวกยาวประมาณ 5-6 เมตรห่อข้าวแตกนี้จะนำมา แจกผู้เข้าพิธีร่วมพิธีในวันสุดท้ายเพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะต่างๆ ดอกไม้ธูปเทียน สำหรับอัฏฐบริขาร เช่น บาตร จีวร เสื่อ หมอน ผ้าห่ม จาน ช้อน เครื่องกรองน้ำ มีดโกน ฯลฯ แล้วนำทั้งหมดมาตกแต่งด้วยไหม พรม ถักตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ เป็นผืนหุ้มอุปกรณ์เหล่านั้น นำไปผูกติดกับคานไม้ยาวประมาณ 3 เมตร เพื่อ สะดวกในการให้คนหามนำเข้าขบวนแห่ในวันพิธีเครื่องไทยธรรม นอกจากนี้ยังต้องมีการเตรียมสถานที่ ซี่งมักใช้ที่วัด และถ้าเป็นพิธีใหญ่จะต้องมีการปลูกสร้างปะรำ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ให้ครบถ้วน รวมทั้ง ต้องจัดเตรียมเครื่องทรงของลูกแก้ว รวมไปถึงเครื่องประดับตกแต่ง เช่น สร้อย แหวน ชฎา เป็นต้น
ขั้นตอนการเป็นลองหรืออลอง เป็นช่วงที่สมมติว่าเป็นกษัตริย์ เช่นเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะ ดำรงฐานะ ก่อนผนวช เริ่มจากวันแฮก คือ วันเริ่มแรกของงานนั่นเอง ส่วนมากเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ตอนเย็นก่อนวันแฮก ผู้ที่ออกบวชต้องไปขออนุญาตบิดา มารดา โกนหัว นุ่งขาว สมาทานเบญจศีลก่อนเข้านอน คืนนั้น รุ่งเช้า ประมาณ 05.00 น. ให้ผู้ที่บวชอาบน้ำเงิน น้ำทองได้แก่ น้ำแช่เงินทอง เครื่องหอมหรือมะกรูด ส้มป่อย ฯลฯ เสร็จแล้วพาไปวัดเพื่อสมาทานเบญจศีล และเริ่มงานบวชอลองต่อไป หลังจากการรับศีลแล้ว บริวาร (คนแต่งตัว) ของอลอง จะแต่งหน้าแต่งเครื่องทรงให้ใหม่ เมื่อแต่งเสร็จแล้วถือว่าเป็นอลองเต็มตัว การ ปฏิบัติต่ออลองในช่วงต่อไปนี้จะสมมติเหมือนการปฏิบัติต่อกษัตริย์ อลองจะไม่มีโอกาสเหยียบดินจนกว่า จะถึงวันบรรพชาอุปสมบท
และจะไปนมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และโบราณสถานต่างๆ ภายในวัด และเดินทางไปยังศาลหลักเมือง หรือเจ้าเมื้อในภาษาถิ่น เพื่อกราบคารวะเจ้าเมืองหรือศาลหลักเมืองประจำหมู่บ้านเสมอ เป็นสถานที่ที่ถือ ว่าศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพนับถือมาก เชื่อกันว่า เป็นผู้ครองหมู่บ้านให้อยู่เป็นสุข จากนั้นจะไปกราบนมัสการ เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในหมู่บ้าน หรือในหมู่บ้านใกล้เคียง
หลังจากนั้นอลองจะไปเยี่ยมตามบ้านญาติ เสมือนเป็นการประพาสต้น เจ้าของบ้านที่อลองไปเยี่ยมจะถือ ว่าเป็นโชค เป็นเกียรติ และเป็นบุญที่มีโอกาสได้ต้อนรับ จะเตรียมอาหารว่างถวายอลองและเลี้ยงบริวาร ด้วยความเต็มใจ ญาติผู้ใหญ่จะผูกข้อมืออวยชัยให้พรแก่อลอง การผูกข้อมือสมัยก่อนใช้เงินเหรียญผูก กับด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือ ปัจจุบันเหรียญหายาก ให้ธนบัตรและเหรียญธรรมดาแทนก็ได้
ต่อจากนั้นจะเป็นวันข่ามแขก คือ วันรับแขกนั่นเอง เป็นวันที่ญาติพี่น้อง จากหมู่บ้านอื่นมาร่วมงานอย่าง พร้อมเพรียงกัน วันนี้เจ้าภาพต้องเตรียมข้าวปลาอาหารไว้มากกว่าปกติ ญาติที่มาร่วมงานจะผูกข้อมืออวย พรให้อลอง ชื่นชมบารมีอลอง ช่วยงาน และร่วมสนุกสนานต่างๆ เป็นการเฉลิมฉลอง กิจกรรมการบันเทิง มีการบรรเลงเครื่องดนตรี คือ กลองมองเซิง เป็นเครื่องดนตรีมีอุปกรณ์มากกว่ากลองก้นยาว (ชุดเคลื่อน ที่เร็ว) นิยมจัดไว้ให้บรรเลงกันที่บ้านเจ้าภาพ และบรรเลงร่วมขบวนแห่เครื่องไทยธรรม ประกอบด้วยฆ้อง 2 หน้า ฆ้องขนาดใหญ่ ฆ้องขนาดกลาง และฆ้องขนาดเล็ก อีกประมาณ 6-8 ใบ ฉาบใหญ่ ฉิ่ง
กลางคืนจะมีการโต้กลอนสด หรือร่ายสดภาษาถิ่นเรียกว่า "เฮ็ดกวาม" คำว่า "เฮ็ด" แปลว่า ทำ "กวาม" แปลว่า ความหรือคำ หรือเพลง รวมแล้วแปลว่า ทำถ้อยคำ หรือทำเพลง ทำกลอนนั่นเอง ตอนหัวค่ำเป็น การว่ากลอนหรือร่าย ชมเครื่องไทยธรรม สรรเสริญเจ้าภาพยกย่องเชิดชู มักดำเนินงานด้วยศิลปินอาวุโส หรือผู้มีประสบการณ์มาก ตกดึกเป็นการโต้คารมกันด้วยเชิงกลอน หรือร่ายกลอนสดระหว่างชายหญิง การโต้คารมนี้มีระหว่างงานทุกคืน ไม่เฉพาะแต่วันรับแขกเท่านั้น และโต้กันจนสว่าง หรือจนกว่าจะเหน็ด เหนื่อยเลิกรากันไปเอง ทำนองกลอนหรือร่ายเป็นทำนองเพลงไทยใหญ่ มีหลายทำนอง เช่น "ล่องคง" เป็นทำนองช้า จังหวะหวาน ใช้สรรเสริญยกย่องหรือเกี้ยวพาราสี "ปานแซง" เป็นทำนองจังหวะเร็ว ใช้เป็น เพลงเดินในละครไทยใหญ่ และโต้คารมกันในลักษณะต่อว่าต่อขานกัน "นกกือ" เป็นทำนองเลียนจังหวะ เสียงนกใช้ในบทของผู้เป็นใหญ่ หรือศักดิ์สิทธิ์ เช่น ฤาษี เป็นต้น
ก่อนวันบรรพชาหรืออุปสมบท มีการแห่ไทยธรรมเป็นขบวนใหญ่ เครื่องไทยธรรมทุกชิ้นนำมาแห่พร้อม กันในวันนี้ เหมือนกับการเลียบนครของอลอง ขบวนเริ่มด้วยผู้อาวุโสแต่งชุดขาว ถือขันข้าวตอกดอกไม้ นำหน้า ถัดมาเป็นกังสดาลใหญ่ตีเป็นระยะๆ ต่อด้วยชุดดนตรีกลองมองเซิง ตามด้วยขบวนไทยธรรม หาก มีดนตรีพื้นเมือง เช่น สะล้อ ซอ ซึง ก็จะนำมาบรรเลงคั่นขบวนช่วงนี้ด้วย ท้ายขบวนเป็นคณะอลอง และ บริวาร บรรเลงดนตรี (กลองก้านยาว) ฟ้อนรำปิดท้าย แห่ขบวนรอบหมู่บ้าน แล้วนำไปไว้ที่วัดหากยังไม่ ประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทในวันนี้ กิจกรรมต่อเนื่องที่วัดมีการถ่อมลีค คือ การฟังธรรมโดยบัณฑิต หรือผู้ที่มีความรู้ด้านหนังสือเป็นผู้อ่าน ผู้อ่านจะนั่งบนอาสนะที่จัดให้ข้างหน้าพระประธานในวิหาร หรือ ศาลาการเปรียญ ผู้ฟังนั่งเป็นแถวถัดออกมา หนังสือที่ใช้อ่านเป็นสมุดข่อยขนาดใหญ่เขียนภาษาไทย ใหญ่ เนื้อหาเป็นชาดกทางพุทธศาสนา ส่วนอลองก็จะถูกบริวารนำไปเยี่ยมตามบ้านญาติที่ยังเหลือ หรือ พักผ่อนตามอัธยาศัย ก่อนบรรพชาอุปสมบท มักจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยๆ อย่างหนึ่ง คือ คณะบริวาร จะนำอลองไปซุกซ่อนไว้ไม่ยอมให้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เพราะอยากให้เป็นอลองต่อไปนานๆ เจ้า ภาพต้องนำข้าวตอกดอกไม้ไปตามง้อขอให้นำอลองมาบรรพชาอุปสมบทตามกำหนดการ
จากนั้นจะเข้าสู่พิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพิธีทางสงฆ์ ปฏิบัติเหมือนกับท้องถิ่นอื่นทุกประการ การบรรพชา นิยมทำตอนบ่าย ส่วนการอุปสมบทมักทำตอนเช้ามืดเลียนแบบการผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ปัจจุบัน ประเพณีการบวชส่างลองถูกตัดทอนไปมาก เช่น จำนวนวัน ขั้นตอนเพราะเสียค่าใช้จ่ายมาก เนื่องมาจาก สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย
งานวันดอกบัวตองบาน
ประวัติ / ความเป็นมา
“ดอกบัวตอง” เป็นดอกไม้ป่าสีเหลือง มักขึ้นอยู่ตามป่าเขาสูงทางตอนเหนือของประเทศไทย มีชื่อภาษา อังกฤษว่า MEXICAN SUNFLOWER บางแห่งเรียกว่า “ทานตะวันป่า” “ทานตะวันเขา” “ทานตะวันดอย” มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 2-5 เมตร ลำต้นขนาดเล็กสีน้ำตาลมีขนตามกิ่งก้าน ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ปลายใบเป็นแฉก โคนใบสอบเข้าหาก้านใยทั้งสองด้าน ดอกมีลักษณะคล้ายดอกทานตะวันแต่ขนาดเล็ก กว่า เส้นผ่าศูนย์กลาง 14-15 เซนติเมตร มีเกสรเป็นกระจุกสีเหลืองอยู่กลางดอก กลีบดอกมีประมาณ 13-15 กลีบ โคนกลีบกว้างแล้วค่อย ๆ เรียวแหลมที่ปลายกลีบ ดอกบัวตองจะเริ่มบานปลายเดือนตุลาคม ถึงต้นเดือนธันวาคม เมื่อดอกโรย แล้วจะติดเมล็ดคล้ายเมล็ดทานตะวัน ซึ่งอาจนำมาสกัดใช้เป็นยาฆ่า แมลงและยากันยุงได้
กำหนดงาน
ขึ้นอยู่กับผู้จัด สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ www.tat.or.th/festival
กิจกรรม / พิธี
กิจกรรมงานวันดอกบัวตองบาน จะจัดที่บริเวณอำเภอขุนยวม ในงานมีการละเล่น และมหรสพทั้งของพื้น เมือง และร่วมสมัยมีการประกวดธิดาบัวตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวภูเขาการแสดงสินค้าพื้น เมือง การแข่งขันกีฬาชาวดอย เช่น เข็นครกขึ้นภูเขา แข่งรถไม้ลงเขา แบกก๋วยขึ้นเขา วิ่งขาหยั่ง ยิงหน้า ไม้ ขว้างสากมอง ฯลฯ ตลอดจนนิทรรศการต่าง ๆ และการนำเที่ยวชมดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ
|