ทัวร์ไทย จองทัวร์ โรงแรม ห้องพัก รีสอร์ท ราคาพิเศษ : Thailand Travel - Cheap Thailand Hotel Rooms and Tours
ทัีวร์ไทย ไทยเที่ยวไทย - ข้อมูลท่องเที่ยว จองทัีวร์ โรงแรม รีสอร์ท ราคาพิเศษ
Thailand Hotel Booking : Package Tours and Travel Guide : English Version English Version
   
 
Popular Destination in Thailand
ข้อมูลทั่วไป
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
กิจกรรมท่องเที่ยว
การเดินทาง
ร้านอาหาร
สินค้า ของฝาก
งานประเพณีและเทศกาล
แผนที่

Popular Destination in Thailand
เชียงใหม่
เชียงราย
แม่ฮ่องสอน
กรุงเทพฯ
กาญจนบุรี
หัวหิน
ชะิอำ
ขอนแก่น
เลย
นครราชสีมา
ศรีสะเกษ
สุรินทร์
อุบลราชธานี
อุดรธานี
พัทยา
ระยอง เกาะเสม็ด
ตราด เกาะช้าง
กระบี่ เกาะพีพี เกาะลันตา
ภูเก็ต
เกาะสมุย
เกาะเต่า เกาะพงัน
พังงา เขาหลัก
 

งานประเพณีและเทศกาลอุบลราชธานี- Ubonratchathani

งานเทศกาลท่องเที่ยวแม่น้ำโขง รับตะวันก่อนใครในสยาม

วันที่ 1 ธันวาคม 2551 - 31 มกราคม 2552
จังหวัดอุบลราชธานี

กิจกรรม
- กิจกรรมส่งตะวันและรับตะวันใหม่ก่อนใครในสยาม กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทัวร์ล่องโขง-ส่งตะวัน
- กิจกรรมเคานต์ดาวน์ การแสดงดนตรีพื้นบ้าน การจำลองวิถีชีวิตมนุษย์ถ้ำ
- ร่วมทำบุญตักบาตรรับตะวันใหม่

สอบถามรายละเอียด
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานอุบลราชธานี โทรศัพท์ 0 4525 0714

เทศกาลท่องเที่ยวแม่น้ำโขง รับตะวันก่อนใครในสยาม ครั้งที่ 7

ความหลากหลายและคุ้มค่าณดินแดนด้านตะวันออกสุดสยามจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขอเชิญค้นหาและเติมเต็มประสบการณ์ใหม่ในการท่องเที่ยว ตลอด 62 วันของการเฉลิมฉลองส่งรับตะวันแห่งปี ณ ดินแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงด้านตะวันออกสุดของประเทศไทย ที่อุดมด้วยแหล่งท่องเที่ยวเปี่ยมศักยภาพอันหลากหลายและบริการอำนวย ความสะดวกมากมาย

6 แหล่งท่องเที่ยวหลัก

แหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำโขงด้านตะวันออกสุดสยามที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และเหมาะสม ที่จะไปชื่นชมในช่วงเวลานี้จำนวน 6 แหล่ง คือ

1. เยือนหมู่บ้านหมอลำชมวัฒนธรรมอำนาจเจริญ ได้แก่ หมู่บ้านปลาค้าว อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเป็น หมู่บ้านที่มีคณะหมอลำมากที่สุดในประเทศไทย มีการอนุรักษ์ศิลปะหมอลำ ศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ อัน เป็นเอกลักษณ์พื้นบ้านไว้อย่างดียิ่ง และมีระบบการจัดการนำเที่ยวที่ดี
2. ทุ่งดอกไม้งามตามรอยเสด็จ ได้แก่ ทุ่งดอกหญ้าบริเวณเหนือน้ำตกสร้อยสวรรค์ในอุทยานแห่งชาติ ผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี
3. พิชิตผาชนะได้รับตะวันใหม่ก่อนใครในสยามที่ป่าดงนาทาม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  ประเภทเดินป่า แค้มปิ้งที่ป่าดงนาทาม อุทยานแห่งชาติป่าแต้ม อ.โขงเจียม ซึ่งเป็นจุดตะวันออกสุดของ ประเทศไทย
4. ศิลปะถ้ำผืนยาวสุดสยามที่ผาแต้ม ได้แก่ ภาพเขียนสีศิลปะถ้ำอายุกว่า 3,000 ปี ที่อุทยานแห่งชาติ ผาแต้ม อ.โขงเจียม
5.โรแมนติกแม่น้ำโขงที่โขงเจียม ได้แก่ ตัวอำเภอโขงเจียม ซึ่งเป็นจุดบรรจบกับแม่น้ำโขงกับแม่น้ำมูล ที่มีทิวทัศน์งดงาม มีที่พักหรูหราหลากหลายระดับและสามารถท่องเที่ยวเชื่อมโยงจุดอื่นๆ ได้อย่างคุ้มค่า
6. แม่น้ำโขงมหัศจรรย์ที่สองคอน-สามพันโบก ได้แก่ บริเวณริมโขงที่บ้านสองคอน ต.สองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ที่มีลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ช่องแคบสุดของ แม่น้ำโขง หาดสลึง เกาะหินหัวเนียง และสามพันโบก

หลากหลายกิจกรรม

1. พิธีต่อแสงตะวันที่ลานผาแต้ม ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ในวันที่ 31 ธันวาคม 2550 ระหว่างเวลา  16.00-18.00 น. และวันที่ 1 มกราคม 2550 ระหว่างเวลา 05.00-06.30 น.

แนวคิดของการจัดกิจกรรม เป็นพิธีการสืบต่อแสงตะวันสุดท้ายของปี 2550 และแสงแรกของปี 2551  ด้วยพิธีการศักดิ์สิทธิ์ทั้งแบบพิธีพุทธและพิธีพราหมณ์โดยใช้เอกลักษณ์ของท้องถิ่นคือวัฒนธรรมชุมชน ชาวบรูและแสงเทียน รายละเอียดขั้นตอนพิธีการมีดังนี้

วันที่ 31 ธันวาคม  2550
16.00 น. -17.00 น. มหกรรมพิณแคน กล่อมโขง ฟังการบรรเลงดนตรีพื้นบ้านและการแสดงศิลป วัฒนธรรมพื้นบ้านของ ชุมชนริมโขงแห่งผาแต้ม
17.00 น. ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานในพิธีเดินทางมาถึงบริเวณพิธี
17.00 น. -17.15 น.  พราหมณ์พื้นบ้านเริ่มพิธีบายศรีสู่ขวัญ ณ ลานหินผาแต้ม ( ใช้เวลา 15 นาที )
17.15 น. การกล่าวคำอำลาแสงศักราช 2550 ด้วยภาษาบูร โดยนักเรียนจากชุมชน ริมโขงแห่งผา แต้ม 30 คน ( ใช้เวลา 5 นาที  )
17.20 น. ชาวชุมชนริมโขงแห่งผาแต้มและนักท่องเที่ยวนำเทียนประทีปที่หล่อไว้ใน กระบอกไม้ไผ่ จำนวน  500 ดวงแทนความหมาย ปี 2550  ไปวางรายรอบแท่น สัญลักษณ์ใกล้กับป้ายหินผาแต้ม ( ใช้เวลาไม่เกิน 5-7 นาที )
17.27 น. ประธานในพิธีนำไฟไปจุดที่กระถางไฟรูปดอกบัวบนแท่นสัญลักษณ์ เพื่อต่อ แสงจาก ศักราชปี 2550 ไปสู่ปี 2551

รัวกลองเส็งพื้นบ้านอุบล 1 คู่ ฆ้องใหญ่ 1 ใบ ( 15 วินาที ) นักเรียน 30 คน ขับร้องเพลงอุบลราชธานีโดยพื้นบ้านบรรเลงเพลงประกอบ

สิ้นสุดพิธีการ

หมายเหตุ : หลังสิ้นสุดพิธีการให้เจ้าหน้าที่ดับเทียนประทีป  500 ดวง แต่ให้คงใว้เฉพาะกระถางไฟบน แท่นสัญลักษณ์ ( ตลอดคืนหรืออาจจะดับหลังจากประธานเดินทางกลับแล้วจุดใหม่ในตอนก่อนรุ่งเช้า )

วันที่ 1 มกราคม  2550
05.00 น. - 05.45 น. บรรเลงเพลงเดี่ยวพิณ เดี่ยวแคนในสายต่างๆเพื่อสร้างบรรยากาศ ( ไม่เน้น การบรรเลงครบวงที่มีเสียงดังเกินไป  )
05.45 น.  พิธีพราหมณ์ ( ประมาณ 10 นาที  )
05.55 น. พิธีกรกล่าวเชิญชวนนับถอยหลังสู่เวลาที่ตะวันขึ้น ณ  ด้านตะวันออกสุดของ ประเทศไทย
06.01 น. รัวกลองเส็งพื้นบ้านอุบล 1 คู่  ฆ้องใหญ่ 1 ใบ ( 15 วินาที )

ประธานในพิธีการดับแสงกระถสงไฟบนแท่นสัญลักษณ์

นิมนต์พระสงฆ์เข้าประจำจุดบิณฑบาตร / พิธีตักบาตรและรับพรพระ

สิ้นสุดพิธีการและกิจกรรม

หมายเหตุ :   แท่นสัญลักษณ์ ( ที่ไม่จัดกระถางไฟ ) ตั้งไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกตลอด เดือนมกราคม  2551

2. งานไหลโคมล่องโขงที่โขงเจียม ครั้งที่ 2 ประจำปี 2550 ระหว่างวันที่ 29-31 ธันวาคม 2550 ณ  บริเวณดอนหินตั้ง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยใช้แนวคิดในการคิดทำโคมรูปปีนักษัตรปีกุน จำนวน 50 โคม ปล่อยล่องไปตามลำน้ำโขงในช่วงเวลากลางคืน โดยมีความเชื่อว่าหากใครจัดทำโคม ปีกุน ( ปีปัจจุบัน ) และสิ่งของที่ไม่ดี หรือตัดเล็บแม่มือ เล็บเท้า ใส่ลงในโคมแล้วล่องไปตามแม่น้ำโขง นั้น ในปีชวด (ปีถัดไป ) ชีวิตนั้นจะมีแต่ความสุขความเจริญมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง กิจกรรมภายใน งานประกอบด้วยการออกร้านอาหารที่เน้นใช้วัตถุดิบคือปลาจากแม่น้ำโขง โดยจำหน่ายในราคาถูกให้แก่ นักท่องเที่ยวที่ไปร่วมกิจกรรม และการแสดงศิลปวัฒนธรรมของชาวบ้านริมแม่น้ำโขง คือ ชาวเผ่าบรู การสาธิตและจำหน่ายสินค้า OTOP ของชาวอำเภอโขงเจียม

3. สืบสานงานประเพณีบุญคูณลาน ประจำปี 2551 ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2551 ณ  บริเวณสนาม หน้าศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อเป็นการสืบสาน ส่งเสริม ดำรงรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวอีสาน ซึ่งประกอบด้วยการธรรมบุญกองข้าวใหญ่ที่สูงที่สุด เป็น การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้าวหอมอำนาจเจริญ
 
4. กิจกรรม Mekong Adventure Challenge ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 25-27 มกราคม 2551 ณ ผาชนะได พื้นที่ อบต.นาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี กิจกรรมประกอบด้วยการแข่ง กีฬา ADVENTURE-EXTREME ผจญภัยในระดับนานาชาติ ที่จะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประมาณ 500-800 คน  แข่งขัน มีรายการแข่งขัน ดังนี้ จักรยานเสือภูเขา จักรยานทางไกล แพยาง เรือคายัค ปีนหน้าผา และ  การจัดกิจกรรมส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว เช่น การจัดที่พักแบบ โฮมสเตย์ การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว  การจัดแสดงสินค้าพื้นบ้านของชุมชนต่าง ๆ

แพ็คเกจทัวร์นำร่อง 4 เส้นทาง

ทัวร์นำร่องที่เสนอขายในช่วงงานเทศกาลท่องเที่ยวแม่น้ำโขง โดย ททท. ร่วมกับสมาคมธุรกิจการ ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี  นำเสนอโปรแกรมเส้นทางวันเดียวเที่ยว สนุก ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดทั้ง 2 เดือน โดยชูโปรแกรมท่องเที่ยว ในรูปแบบใหม่ 4 เส้นทาง Concept  ในราคาคนละ 699 บาท ประกอบด้วย

1. ล่องโขงส่องตะวันที่ผาแต้ม
 ทุกบ่ายวันเสาร์จะพาไปฟังเสียงขลุ่ยแสนไพเราะที่แก่งตะนะ ล่องเรือใน บรรยากาศแสนโรแมนติกที่โขงเจียม ก่อนจะชวนไปส่งตะวันชิมพาแลงริมโขงที่ผาแต้ม

2. ตามรอยหลวงปู่มั่นไปกราบพระริมโขง
 ชวนเลียบโขงไปกราบพระเจ้าใหญ่องค์แสน วัดโพธิ์ เมือง  เขมราฐ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อวัดปากแซง ชมปากบ้องช่องแคบแม่น้ำโขงที่สองคอนและจบโปรแกรม ด้วย กิจกรรมเวียนเทียนที่ภูหล่น ณ จุดที่หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นฝึกปฎิบัติวิปัสสนาร่วมกันก่อนจะแยกย้าย ออกธุดงค์ ณ ที่ต่าง ๆ

3. ห้องเรียนศิลปกลางแจ้ง ชุด " แต้มสีแม่น้ำโขง "
เสนอเส้นทางพาลูกไปวาดรูปที่ชมรมอนุรักษ์ม้าพันธุ์ พื้นบ้านสิรินธร แก่งตะนะ และทุ่งดอกไม้งามตามรอยเสด็จที่น้ำตกสร้อยสวรรค์

4. ห้องเรียนศิลปกลางแจ้ง ชุด " ปั้นเทียนปั้นดินที่เมืองเดชอุดม " 
เสนอเส้นทางพาลูกไปชมศิลปะทำ เทียนหอมเมืองเดชฯ วัดป่าไทรงาม ฝึกเขียนภาพไทยที่บ้านปลาขาวและทำงานศิลปะที่ศูนย์ศิลป์บ้าน กระบวย

ประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค

ประวัติ / ความเป็นมา

เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานี หรืออาญาสี่ ซึ่งประกอบด้วย เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร ถือ เป็นราชสกุลมาแต่เมืองเชียงรุ้ง แสนหวีฟ้า เมื่อท่านเหล่านี้ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว ให้เชิญศพขึ้น เมรุรูป นกหัสดีลิงค์ (นกหัสดีลิงค์ เป็นนกในวรรณคดีอีสาน มีฤทธิ์อำนาจ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเจ้านาย เชียงรุ้ง แสนหวีฟ้า ดูรายละเอียดใน บำเพ็ญ ณ อุบล เรื่องประเพณีการทำศพแบบนกหัสดีลิงค์ เอกสาร พิมพ์ดีด)  หรือนกสักกะไดลิงค์ แล้วชักลากออกไปบำเพ็ญกุศลที่ทุ่งศรีเมืองเป็นเวลา 5 วัน จึงเผาศพ

การทำศพแบบนกหัสดีลิงค์นั้นจำกัดเฉพาะกลุ่มเจ้านายเชื้อสายจำปาศักดิ์เท่านั้น ผู้ไม่ใช่เจ้านายจะไม่ อนุญาตให้ทำศพแบบนี้ ระยะแรกการเผาศพกระทำที่ทุ่งศรีเมือง ต่อมาภายหลังเมื่อกรมหลวงสรรพสิทธิ ประสงค์เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ ปกครองเมืองอุบล ให้ยกเลิกประเพณีการเผาศพที่ทุ่งศรีเมือง (เข้าใจ ว่าเกรงจะเป็นการเลียนแบบพระมหากษัตริย์ที่มีการเผาพระบรมศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวง จึงโปรด ให้ยกเลิกประเพณีนี้เสีย) และอนุญาตให้พระเถระที่ทรงคุณธรรม เมื่อมรณภาพให้จัดประเพณีการทำศพ แบบนกหัสดีลิงค์ได้ด้วย โดยเริ่มจากธรรมบาลผุย หลักคำเมือง เจ้าอาวาสวัดมณีวนาราม เนื่องจาก กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ทรงศรัทธาเลื่อมใส ท่านธรรมบาลว่าเคร่งครัดในพระธรรมวินัย มีความรู้ใน พระปริยัติแตกฉานไม่แพ้พระเถระทางกรุงเทพฯ เมื่อท่านธรรมบาล (ผุย) ถึงแก่มรณภาพ เสด็จในกรมสั่ง ให้สร้างเมรุรูปนกสักกะไดลิงค์ถวายเป็นเกียรติยศให้เผาที่ทุ่งศรีเมือง หลังจากนั้นแล้วไม่มีการเผาศพที่ ทุ่งศรีเมืองอีกเลย พระสงฆ์ที่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ จึงได้รับเกียรติยศให้ขึ้นนกตั้งแต่นั้นมา สำหรับตำนาน การทำศพแบบนกหัสดีลิงค์กล่าวว่า นครๆ หนึ่งชื่อนครเชียงรุ้งตักกศิลา พระเจ้าแผ่นดินถึงแก่สวรรคต พระมเหสีนำพระบรมศพแห่แหนไปถวายพระเพลิงนอกเมือง นกสักกะไดลิงค์บินจากป่าหิมพานต์มาเห็น เข้าจึงได้โฉบลงแย่งพระศพ พระมเหสีให้ทหารสู้กับนกเพื่อแย่งเอาพระศพคืน ในที่สุดมีหญิงสาวผู้หนึ่งชื่อ นางสีดา เป็นบุตรีของมหาราชครู อาสาต่อสู้นกหัสดีลิงค์ เจ้านางสีดามีวิชายิงศรเป็นเยี่ยม ได้ใช้ศรยิงถูก นกใหญ่ตกลงมาถึงแก่ความตาย พระมเหสีจึงให้ประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพร้อมนกใหญ่ จนกลายเป็นธรรมเนียมสำหรับเจ้านายเชื้อสายจำปาศักดิ์ว่า เมื่อถึงแก่อนิจกรรมแล้วให้ทำพระเมรุรูปนก ประกอบหอแก้วแล้วเชิญศพขึ้นตั้ง ชักลากออกไปบำเพ็ญพระกุศลครบถ้วน 3 วันจึงเผา ก่อนเผาต้องมี พิธีฆ่านกแล้วเผาทั้งศพทั้งนก
   
กำหนดงาน

เมื่อเจ้านายเชื้อสายจำปาศักดิ์ ตำแหน่งเจ้าเมืองอุบลถึงแก่อสัญกรรม หรือพระเถระที่ทรงคุณธรรม เป็นที่ เคารพนับถือแก่ชาวเมืองถึงแก่มรณภาพ สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่  www.tat.or.thfestival
   
กิจกรรม / พิธี

การสร้างนกจะสร้างจากไม้ไผ่มาจักตอก แล้วสานเป็นโครงรูปนก ทำเมรุหอแก้วบนหลังนก สมัยโบราณ นิยมสร้างในห้องนกติดพื้นดิน ไม่ยกร้านหรือยกพื้นเหมือนปัจจุบัน เพื่อสะดวกในการเผาศพเมื่อสร้าง โครงรูปนกด้วยไม้ไผ่แล้ว ให้นำกระดาษมากรุให้ทั่ว เขียนลายสีด้วยสีฝุ่นให้เหมือนนกจริง ๆ ส่วนสำคัญ คือ ส่วนหัวนกจะต้องให้งวงม้วนได้ ตากระพริบได้ หันคอได้ หูแกว่งได้ อ้าปากและร้องได้ สมัยก่อนช่าง สำคัญในการทำนก ได้แก่ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (สมจิต บุญรอด) ญาพ่อมหาเสนาวัดทุ่งศรีเมือง ช่างสาย ช่างสี จนถึงช่างคำหมา (พ่อใหญ่คำหมา แสงงาม) การสร้างนกต้องมีการยกครู เครื่องยกครูมีขัน หมากเบ็งคู่ ขันผ้า ขันแพร เงินฮ้อย เงินฮาง เครื่องเงิน เครื่องคาย เหบ้าไห ไก่ตัว หัวหมู บายศรี เครื่องพิณพาทย์ ราดตะโบน ฆ้องกลองประโคม เวลายกยอดเมรุ การเชิญศพขึ้นสู่หลังนกและจัด กระบวนแห่
          
ในพิธี ญาติพี่น้องจะแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาว เมื่อพร้อมกันแล้วญาติผู้ใหญ่ที่เป็นประธานจะนำขันห้า ประกอบ ด้วย เทียน 5 คู่ ดอกไม้ 5 คู่ ขอขมาศพ แล้วนำศพสู่เมรุนก เมื่อตั้งศพเรียบร้อยแล้วนิมนต์พระเถระทั้งสี่ ขึ้นนั่งบนที่นั่งหลังนกเพื่ออ่านคัมภีร์บนนกนั้นด้วย กระบวนแห่ศพจะนำเชือกหนังอย่างดีผูกมัดเป็นฐานนก ซึ่งทำเป็นตะเฆ่ใหญ่ 3 เส้น แล้วจัดคนเข้าแถวตามเส้นเชือกนั้นเป็น 3 แถว กระบวนสุดท้าย คือ ต้นแถว จะมีคนหามฆ้องใหญ่ตีให้สัญญาณนำหน้า แถวถัดมาเป็นกระบวนพิณพาทย์เครื่องประโคมแห่ มีคนถือ ธงสามหางและธงช่อ ธงชัย กระบวนหอก กระบวนดาบ กระบวนช้าง กระบวนเครื่องยศของผู้ตายแล้วจึง ถึงกระบวนชักลากด้วยเชือกสามสายดังกล่าว เมื่อได้สัญญาณแล้วก็จะพร้อมกันดึงนกให้เคลื่อนที่แห่ไป ตามถนนจนถึงวัด กระบวนท้ายคือกระบวนผู้ที่จะใช้ท่อนไม้งัดตะเฆ่นกใหญ่หากติดขัดในการแห่นกใหญ่ จะมีคนมาร่วมกระบวนมาก เรียกว่า พร้อมกันทั้งเมืองเลยทีเดียว เพราะถือว่าเป็นการแสดงความเคารพรัก แก่ผู้ตายในครั้งสุดท้าย แม้แต่เจ้านายที่เป็นญาติกันที่อยู่เมืองอื่นก็มาร่วมงานด้วย ประเพณีการทำศพ แบบนกหัสดีลิงค์ ถือเป็นงานใหญ่ เจ้าภาพจึงต้องจัดโรงทานไว้ตลอดงาน สำหรับพิธีฆ่านกถือตามตำนาน ว่าผู้ฆ่านกจะต้องสืบสกุลจากเจ้านางสีดา ผู้ฆ่านกในสมัยโบราณ ซึ่งมีการสืบทอดเชื้อสายกันมาหลายชั่ว อายุคนแล้ว ทายาทคนล่าสุด คือ นางสมวาสนา รัศมี อายุประมาณ 60 ปี เพิ่งได้รับการลง (ทรง) เจ้านางสีดา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2535

เจ้าภาพมอบให้ผู้มีเชื้อสายเจ้านาย คือ อัญญาชาย 2 คน หญิง 2 คน เชิญผู้ฆ่านกไปฆ่านก เมื่อคนทรง ได้รับเชิญแล้วจะเข้าประทับทรงเชิญเจ้านางสีดามารับเชิญ และเรียกค่าบูชาครูก่อนทำพิธีฆ่านกเรียกว่า คายหน้า ค่าบูชาครูมีดังนี้ เงินสด 12 ตำลึง คายเชิญ 1,000 บาท เครื่องแต่งตัว เป็นเครื่องทองรูปพรรณ หนัก 10 บาท (ยืมมาเป็นพิธี เสร็จแล้วส่งคืน) ศีรษะสุกรพร้อมขาหางต้มแล้ว 1 ชุด ไก่ต้ม พร้อมเครื่อง ใน 4 ตัว พาหวาน (ขนมหวาน) 1 พา (ถาด) มะพร้าวอ่อนผ่าแล้ว 4 ลูก กล้วยน้ำว้า 4 หวี สุรา 2 ไห บายศรี 7 ชั้น พิณพาทย์กลองยาว 1 ชุด แคนและคนเป่า 1 คน ฉิ่งและคนตี 1 คน ผู้ไปเชิญเชื้อสาย อัญญาสี่ ชาย 4 คน หญิง 2 คน เสลี่ยงทรงแม่นางสีดาพร้อมคนหาม 11 คน เมื่อคนทรงทำพิธีบวงสรวง ในตอนเช้าก่อนเที่ยงแล้วก็เข้าประทับทรง แล้วทรงเครื่อง สวมหมวก ถือศร แล้วร่ายรำไปขึ้นเสลี่ยงเข้า กระบวนแห่ไปบริเวณงานศพที่มีนกใหญ่หรือนกสักกะไดลิงค์ ตั้งอยู่โดยมีคนขึ้นสัปทนแดงให้ มีทหารถือ หอกง้าวแห่พร้อมกล้วย อ้อย และบริวารตามไปเป็นแถว เมื่อไปถึงบริเวณงานกระบวนนางทรงฆ่านกก็จะ แห่ไปรอบๆ นก และทำท่าล่อหลอกนก ฝ่ายนกเมื่อเห็นคู่ต่อสู้ไปถึงก็จะยกงวงร้องเสียงดังและกลอกตา กระพือปีก แกว่งหู หันหน้าเข้าใส่คนฆ่านกประหนึ่งต่อสู้กัน ฝ่ายข้างนางทรงผู้ฆ่านกพอได้จังหวะก็ แผลงศรใส่นกเมื่อศรปักอกนก คนอยู่ข้างในร่างนกก็จะเทน้ำสีแดงที่เตรียมไว้ออกมาตามรูลูกศรประหนึ่ง นกหลั่งเลือด เมื่อนกถูกลูกศรก็จะดิ้นรนจนเงียบไป งวงตก ตาหลับ เป็นสัญญาณว่านกตายช่างนกก็จะนำ ผ้าขาวมามัดส่วนหัวนก แล้วหันหน้านกไปทางที่ศพตั้งอยู่เป็นอันเสร็จพิธีฆ่านก แล้วเตรียมการเผาศพ ก่อนมีพิธีฆ่านก เจ้าภาพจะจัดพิธีทอดผ้าทางศาสนาเสียก่อน หลังจากเผานกและเมรุแล้ว คืนนั้นจะมี มหรสพสมโภชอัฐิไปด้วย รุ่งเช้าเก็บอัฐิและอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ตาย แล้วนำอัฐิไปก่อธาตุบรรจุต่อไป เป็น อันเสร็จพิธีทำศพแบบนกหัสดีลิงค์

ประเพณีไหลเรือไฟ

ประวัติ / ความเป็นมา

งานประเพณีไหลเรือไฟ หรือ เฮือไฟ เป็นประเพณีที่จัดขึ้นทั่วไปในหลายจังหวัดในภาคอีสาน โดยเฉพาะ จังหวัดที่ตั้งอยู่ติดลำน้ำ เช่น แม่น้ำมูล–ชี แม่น้ำโขง เป็นต้น การไหลเรือไฟในภาคอีสานเริ่มต้นครั้งแรก เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด สันนิษฐานว่าคงมีมาก่อนที่พุทธศาสนาจะเผยแพร่มาสู่ประเทศไทย เพราะสมัยก่อนกษัตริย์ไทยยึดถือพิธีพราหมณ์อยู่ โดยได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียสมัยที่นำอารยธรรม เข้ามาเผยแพร่ในแถบสุวรรณภูมิ พบว่าประเพณีงานบุญโดดเด่นที่จัดขึ้นในภาคอีสานมักผูกพันกับเรื่อง ของไฟเกือบทั้งสิ้น เช่น งานแห่เทียนเข้าพรรษา บุญบั้งไฟ พิธีไหลเรือไฟ เพราะมีความเชื่อว่า “ ไฟ ” เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์ เรียกว่า เทพอัคคี มีฐานะรองจากพระอินทร์ สามารถเผาผลาญ สิ่งชั่วร้ายและขจัดความทุกข์ยากให้ดับสลายไปได้ จังหวัดต่างๆ ที่มีการจัดประเพณีไหลเรือไฟ เช่น จังหวัดศรีษะเกษ จังหวัดเลย จังหวัดนครพนม จังหวัดหนองคาย จังหวัดอุบลราชธานี ฯลฯ มักจัดขึ้น คล้ายคลึงกัน แต่ก็แตกต่างกันในด้านคติ ความเชื่อ จังหวัดอุบลราชธานี มีความเชื่อว่า

เป็นการบูชารอยพระพุทธบาท
เป็นการบูชาพระรัตนตรัยและพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ อันได้แก่ พระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสโป พระโคนโม และพระอาริยเมตไตรย
เป็นการบูชาคุณแม่โพสพ คือ บูชาพานข้าว
เป็นการบูชาประทีปตามประเพณี
เป็นการบูชาดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ

ในความเชื่อเรื่อง การบูชาบรรพบุรุษ หรือพกาพรหม ปรากฏตามนิทานชาวบ้านที่เล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งมีกาเผือกสองผัวเมียทำรังอาศัยอยู่บนต้นไม้ในป่าหิมพานต์ใกล้กับฝั่งแม่น้ำ วันหนึ่งกาตัวผู้บิน จากรังไปหากินเผอิญหลงทางกลับรังไม่ได้ จึงบินกระเจิดกระเจิงหายไป กาตัวเมียที่กำลังกกไข่อยู่ 5 ฟอง จึงเสียใจจนตายไป และไปเกิดใหม่ในพรหมโลก ชื่อท้าวพกาพรหม

ส่วนไข่ทั้ง 5 ฟอง มีผู้นำไปรักษาไว้ดังนี้ ฟองแรกแม่ไก่เอาไป ฟองที่ 2 แม่นาคเอาไป ฟองที่ 3 แม่เต่าเอาไป ฟองที่ 4 แม่โคเอาไป และฟองสุดท้ายแม่ราชสีห์เอาไป ครั้นเมื่อไข่ครบกำหนดฟักแตก ออกมากลับเป็นมนุษย์ไม่ใช่ลูกกาตามปกติ ครั้นเมื่อทั้ง 5 โตเป็นหนุ่มเห็นโทษของการเป็นฆราวาสและ เห็นถึงอานิสงส์แห่งการบรรพชา จึงได้ลามารดาเลี้ยงออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งฤาษีทั้ง 5 ได้มาพบกันจึงได้ไต่ถามเรื่องราวของกันและกัน และพร้อมใจกันอธิษฐานว่า ถ้าต่อไปจะได้เป็นองค์ สมเด็จพระพุทธเจ้าขอให้ร้อนไปถึงมารดาด้วยแรงอธิษฐานครั้งนั้นได้ร้อนไปถึงท้าวพกาพรหมต้องเสด็จ จากพรหมโลก จำแลงองค์เป็นกาเผือกบินมาเกาะบนต้นไม้ตรงหน้าฤาษีทั้ง 5 และเล่าเรื่องเดิมให้ฟังและ กล่าวว่า “ถ้าคิดถึงแม่ เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 11 และเดือน 12 ให้เอาด้ายดิบผูกไม้ตีนกาปักธูปเทียนบูชา ลอยกระทงในแม่น้ำเถิด ทำอย่างนี้เรียกว่า " คิดถึงแม่ " เมื่อบอกเสร็จท้าวพกาพรหมก็ลากลับไปจน กลายมาเป็นที่มาของการลอยกระทงและไหลเรือไฟ
   
กำหนดงาน

จัดขึ้นในช่วงเทศกาลออกพรรษา ระหว่างขึ้น 15 ค่ำ ถึง วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 สามารถตรวจสอบ รายละเอียดได้ที่  www.tat.or.th/festival
   
กิจกรรม / พิธี

การทำเรือไฟในอดีตนั้น ทำด้วยไม้ไผ่และต้นกล้วย ยาวเพียง 5-6 วาเท่านั้น ความสูงไม่เกิน 1 เมตร และเป็นรูปเรือธรรมดา ทำราวไว้สองข้าง เพื่อวางขี้กะไต้ ตะเกียง หรือโคมไฟ มีการจัด ข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนย ฝ้ายไน ไหมหลอด เสื่อผืน บรรจุไว้ข้างใน พอเวลาประมาณ 5 โมงเย็นจะเริ่ม ทำพิธีโดย นิมนต์พระมาสวดและหลังการรับศีล ฟังเทศน์ ไหว้พระเรียบร้อยแล้ว จึงให้ญาติโยมตกแต่งเรือด้วย ดอกไม้ ธูปเทียน ที่ถือไปบำเพ็ญกุศลนั่นเอง พอย่ำค่ำก็นำเรือไฟออกไปกลางแม่น้ำโขง แล้วจุดไฟ ปล่อยให้เรือไหลไปตามลำน้ำส่งแสงระยิบตาเลยทีเดียว ต่อมาการทำเรือไฟมีวิธีตกแต่งให้วิจิตรพิสดาร มากยิ่งขึ้นรู้จักนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประกอบทำให้สามารถดัดแปลง เรือไฟให้มีรูปร่างแปลก ตาออกไปอีก ทั้งพระภิกษุ สามเณร ชาวบ้านแต่ละคุ้มวัดจะเตรียมจัดทำเรือไฟไว้ล่วงหน้าหลายวัน โดย นำเอาต้นกล้วยทั้งต้นมาเสียบไม้ต่อกันให้ยาว หลายวา วางขนานกันสองแถว กว้างห่างกันพอประมาณ แล้วนำไม้ไผ่เรียวยาวมาผูกไขว้กันเป็นตาราง สี่เหลี่ยมมีระยะห่างกันคืบเศษวางราบพื้น มัดด้วยลวดให้ แน่นและแข็งแรง เพื่อรอการออกแบบภาพบนแผงผู้ออกแบบแสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างสวยงามที่สุด เช่น ประดิษฐ์เป็นเรื่องราวตามพระพุทธประวัติหรือสัตว์ในตำนานบ้างเป็นพญานาค ครุฑ หงส์ เป็นต้น แล้วนำไปปักติดเป็นเสาบนแพหยวกกล้วย ในอดีตเชื้อเพลิงที่ใช้จุดไฟนั้นใช้น้ำมันยาง ตระบอกขี้ผึ้ง สีน้ำมันพร้าว, น้ำมันสน, น้ำมันยางที่เจาะสกัดจากต้นยาง ตะแบกชาด แล้วเอาไฟลนไม้ให้น้ำมันไหล ออกมา แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันดีเซล บรรจุในขวดน้ำดื่มต่าง ๆ แล้วนำมาแขวนตาม โครงเรือ ซึ่งต้องอาศัยการคำนวณที่แม่นยำ เพราะถ้าติดกันมากเกินไปจะทำให้เรือไหม้ไฟ้ ส่วนโครงเรือ เป็นไม้มีขนาดใหญ่และเน้นความวิจิตรตระการตา เมื่อปล่อยเรือไฟลงน้ำโขงแล้ว จะมีความวิจิตรตระการ ตาสว่างไสวไปทั่วริมฝั่งแม่น้ำโขง อวดโฉมระยิบระยับ มีฉากหลังเป็นสีดำจากท้องฟ้าในยามค่ำคืน และ แสงที่สะท้องจากท้องน้ำเพิ่มความงดงามมากยิ่งขึ้น ก่อนที่จะมีการไหลเรือไฟ ในช่วงเช้าจะประกอบการ กุศลด้วยการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร และเลี้ยงดูกัน ตกตอนบ่ายก็ตกแต่งเรือ และมีการเล่นสนุก สนานต่างๆ ตอนเย็นมีการสวดมนต์รับศีลและฟังเทศน์ พอตอนค่ำระหว่าง 19.00-20.00 น. จึงนำเรือออก ไปลงน้ำและพิธีไหลเรือไฟก็เริ่มขึ้น

งานประเพณีไหลเรือไฟของชาวอุบลฯ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากบุคคล สำคัญ 3 คน คือ

1. นายคูณ   ส่งศรี อายุ 73 ปี   ถึงแก่กรรม 2490
2. นายโพธิ์    ส่งศรี อายุ 94 ปี   ถึงแก่กรรม 2523
3. นายดวง   ส่งศรี อายุ 83 ปี   ถึงแก่กรรม 2516

ท่านทั้ง 3 เป็นพี่น้องกัน เป็นศรัทธาวัดทุ่งศรีเมือง ได้ประกอบพิธีไหลเรือไฟ โดยเอาถังประทีปที่ชาวบ้าน มาจุดบูชาที่วัดลอยที่แม่น้ำมูลในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ต่อมาได้พัฒนาจากถังประทีปมาเป็นเรืออย่าง เช่นที่อื่น ๆ และมาในช่วงที่ทหารอเมริกันมาประจำที่ฐานบิน จังหวัดอุบลฯในระหว่างปี 2507 เป็นต้นมา มีการใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ทำทุ่นและใช้ไม้ไผ่เป็นลำมาติดถึงที่เคยเป็นรูปเรือก็ปรากฏเป็นรูปอื่น

 
Customer Service

ราคาถูกที่สุด
ยืนยันการจองทันที
มีโรงแรมทั่วโลกกว่า 85,000 แห่ง
พนักงานบริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
Last minute booking
Top Destination
 
Travel Directory วิธีการจองห้อง - Booking Guide Thailand Tours Thailand Hotels About Us Home Compare Hotels - ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา เปรียบเทียบราคาโรงแรม เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอนกรุงเทพฯ พัทยา ระยอง หัวหินชะอำ ภูเก็ต เกาะสมุยกระบี่